

ที่มารูป http://zest.co.th/www/main/detail.php?product_id=GME0001831&catagory=3
ไปซื้อที่ร้าน Zest สาขาพันธ์ทิพย์
ปล. หน้ารามกับประตูน้ำรถติดมากๆ


อุณหภูมิเผาหนังสือ ให้บทเรียนว่าจะเกิดอะไรขึ้นในสังคมที่ผู้คนเผาทำลายหนังสื น่าสมเพชอยู่ดีอ นั่นก็คือมนุษย์ที่ว่างเปล่ าเฉก เช่นเดียวกับมิลเดรด ภรรยาของมอนตาจ หล่อนเสพติดโทรทัศน์ วันๆ ไม่ทำอะไรนอกจากนั่งฟัง และดูโฆษณาชวนเชื่อ หล่อนถูก "ยัดความจริงเข้าไปเรื่อยๆ จนกระอัก จนรู้สึกว่าตนเองฉลาดนักหนา และเต็มไปด้วยข้อมูล" ถ้าในหัวมีแต่ "ความจริง" โดยไม่รู้จักวิเคราะห์ หรือถกเถียงกับความจริงที่ได้ยิ นมา สุดท้ายก็ยังกลายเป็นมนุษย์ที่
http://www.siamintelligence.com/new-equilibrium-of-thai-politic/
ทางการเมืองครั้งใหญ่ทั้งหลายในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ล้วนไม่เคยเริ่มต้นจากปัญหาเรื่องอุดมการณ์ แต่เกิดจากความขัดแย้งด้านผลประโยชน์ แล้วจึงนำอุดมการณ์อันสูงส่งเข้ามาเป็น “เครื่องมือ” เท่านั้น
ผลประโยชน์ต้องมาก่อนเครื่องมือเป็นแค่ข้ออ้าง
เหตุการณ์ดังกล่าว เป็นข้อพิสูจน์อย่างดีที่ทำให้เราเห็นว่า คนส่วนมากไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมประท้วง เพื่อล้มล้างรัฐบาล ตอนที่ผมเล่าเรื่องคนเสื้อเหลือง เสื้อแดงให้เพื่อนเยอรมันฟัง มีคำพูดหนึ่งซึ่งเพื่อนผมพูดไว้และผมรู้สึกชอบมากคือ "Man muss von der Wahl profitieren." แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า "เราต้องแสวงหาผลประโยชน์จากการเลือกตั้ง" ซึ่งหมายความว่า ไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาล เราจะชอบหรือไม่ชอบ แต่ระบอบประชาธิปไตย เปิดช่องว่างให้เราแสวงหาผลประโยชน์จากรัฐบาลเสมอ ยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อนผมไม่เข้าใจทั้งคนเสื้อเหลือง และเสื้อแดง ว่าทำไมรวมคนกันได้มากมายขนาดนั้น แทนที่จะกดดันรัฐบาลในการกำหนดนนโยบาย เพื่อให้กลุ่มของตนเองได้รับผลประโยชน์สูงสุด สิ่งที่เกิดขึ้นกลับเป็นการกดดันให้รัฐบาลลาออก โดยที่ไม่มีใครได้ผลประโยชน์ แต่รัฐไทยกลับสูญเสียความน่าเชื่อถือ และเศรษฐกิจได้รับผลกระทบอย่างแรง